Umm's profileNapatra's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 27

    Tag เปิดใจ ..ขลุกขลัก

    เอ๊! เพราะไปบ่นไว้ที่สเปซเจ้าหญิงฤเปล่า? ก็ไม่รู้ ว่าทำสเปซมาก็นานยังไม่เคยโดน tag กะเค้าเลย(น่าสงสารจริงจริ๊ง!) 24 ชม.ถัดมาได้เรื่องครับ โดนเข้าแล้ว(จนได้)ครับพี่น้อง! Tag ด่วนๆ (เปิดใจ) ..จากเจ้าหญิงน่ะเอง (ฮึ! อยู่ดีไม่ว่าดี เน๊อะ) จำต้องเปิดใจก็คราวนี้แหละครับ

    แล้วเจ้า Tag เนี่ย คืออะไร? (ผมก็เพิ่งรู้จักแหละ ..อิ อิ ตกรถไฟครับ) คุณเจ้าหญิงเค้าฝากบอกมาว่า

    Tag หรือ Blog Tag คือเกมส์สร้างเครือข่ายในหมู่คนเขียน Blog เป็นการกระชับมิตร ให้สังคมคนใน Blog (หรือสเปซ) จะได้รู้จักตัวตนกันมากขึ้น บางคนอาจสงสัยต่อว่าเพื่ออะไร เพราะว่าต่างคนต่างที่มา การทำกิจกรรมร่วมกัน การพูดคุยกันมากขึ้น มันก็ทำให้ตัวเราเปิดหัวใจ และเรียนที่จะรู้จักคนอื่นในสังคมออนไลน์มากขึ้นด้วย ..และเมื่อทราบแล้ว

    สิ่งที่เราต้องทำต่อ ก็คือ...

    1. เขียน Blog ในหัวข้อ เปิดใจ เรื่องอะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าไม่มีใครรู้ มา 5 ข้อ ที่สำคัญที่สุดต้องเป็นเรื่องจริง! ..ห้ามจุ๊เด็ดขาดหนา!!
    2. บอกว่าได้ tag มาจากใคร (แอบบอกไปแล้วนะครับ)
    3. เลือกเพื่อนผู้โชคดีที่ต้องการติด tag 5 คน และ...แอ่น แอ๊น!
      คุณคือผู้โชคดีทั้ง 5 คน ที่ผมแอบติด tag ให้เรียบร้อยแล้ว เฮ่อ เฮ่อ เฮ่อ!! (หัวเราะซะเลย)
    4. แจ้งให้เขาทราบว่า ...คุณโดน tag เข้าแล้วนะเออ

    เริ่มเลยละกัน Tag เปิดใจ ..ขลุกขลัก

    1. ชื่อ ..ขลุกขลัก
      เอาชื่อจริงฤชื่อเล่นดีหละ? แน๊ะถามอีก ชื่อในอดีต "พิเชษฐ์ชัย" แถวบ้านเรียกเล่นๆ ว่า "เชษฐ์" พ่อแม่ตั้งให้อย่างงั้น ไอ้เราไม่ค่อยชอบ เพราะมันลงท้ายด้วย "ชัย" และดันไปเหมือนดาราเข้าอีก "พิเชษฐ์ไชย ผลดี" ไงครับ แถมมีคนทักอีกว่า เป็นกาลกิณีน๊ะ ชื่อแกหนะ! เกิดวันจันทร์ห้ามมีสระในชื่อ ตามหลักทักษา(ตำราตั้งชื่อของไทยแต่โบราณ)เขาว่าเยี่ยงนั้น เราก็เออออ ห่อหมกไปด้วย ..เปลี่ยนซะให้หายบ้าไปเลย (ขอโทษนะครับพ่อแม่ ผมมันดื้อไม่ยอมใช้ชื่อที่ท่านตั้งให้) ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว พร้อมกับจบกศ.ระดับป.ตรี
      และเมื่อตอนใกล้จบ และเริ่มทำงานใหม่ๆ (ประมาณปี 40-41) กับโรงเรียนสอนภาษาและคอมพิวเตอร์ธุรกิจ(BCC) ที่น่าน บ้านเกิด จะสอนคอมพิวเตอร์ จะสอนได้ต้องไปอบรมก่อนที่กรุงเทพฯบริษัทแม่ 1 เดือนเต็ม เราไปกับเพื่อนที่ทำงาน 2 คน ก็ตกลงกันว่าจะไม่ใช้ชื่อเล่นที่เค้าเรียกกันเหมือนที่บ้าน เอาได้เลยตามนั้น เจ้าเพือ่นให้เรียกว่าเจ้า "ตั้ง" ส่วนตัวเราเรียก "อ้ำ" (ไม่ตั้งใจจะให้ซ้ำกับดาราอีกนะครับ เพราะตอนนั้น อั้ม ยังไม่มีใครรู้จัก) เพื่อนๆ ที่อบรมด้วยกันจึงรู้จักในนาม อ้ำ และเมื่อกับมาที่ทำงาน(จ.บ้านเกิด) เค้าก็เลยเรียกตามว่า อ้ำ อีก ..อือ อ้ำ ก็ อ้ำ ครับ (คนที่รู้จักสนิทสนมกันมากๆ เท่านั้น ที่รู้ว่าชื่อเล่นจริงๆ ผมชื่ออะไร)
    2. เรียน ..ขลุกขลัก
      จบป. 6 เกือบจะไม่ได้เรียนต่อ เพราะช่วงนั้นทางบ้านมีปัญหา เลยต้องไปเรียนกศน.แทน (ม.1-3) ครั้นตอนเรียนระดับอุดมฯ (สร.ลำปาง)เลือกเรียนเอกอิเล็กทรอนิกส์ เพราะเป็นเด็กชอบงัดแงะ แกะดูวิทยุ เครื่องเสียง ต่อไฟ ต่ออะไรเล่นอยู่บ่อยๆ ตามประสาคนชอบรู้ชอบเห็นหนะครับ แต่ว่าที่เรียนมีแค่ระดับอนุปริญญาเอง(อ.วท.) โชคดีที่เอกเรามีห้องคอมพิวเตอร์เป็นของเอกเอง ไม่ต้องไปยุ่งกะภาควิชาหรือที่อื่นๆ
      เรียคอมพิวเตอร์ เริ่มตั้งแต่ Dos (Disk Operating System) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการตัวหนึ่ง ที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับผู้ใช้เลย คือ ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย หน้าจอสีดำๆ ตัวหนังสือสีขาวๆ (เพ่งดูมากๆ เจ็บตา) ผู้เรียนต้องหอบแผ่นดิสก์ไปด้วย เป็นต้นว่า แผ่น Dos 1 แผ่น ใช้สำหรับเปิดเครื่อง เพราะสมัยนั้นเครื่องคอมฯทั่วๆไปไม่นิยมมีฮาร์ดดิสก์กัน มีแผ่น RW word (เวิร์ดราชวิถี ใช้สำหรับพิมพ์เอกสาร) 1 แผ่น หรือ Cu-Writer (เวิร์ดจุฬา) 1 แผ่น โปรแกรมพวก Utility (Pc-tool, Norton Disk Doctor, ect.)เจ๋งๆ ซักแผ่น 2 แผ่น เอาไว้สำหรับแก้ปัญหาเวลาแผ่นดิสก์มีปัญหา เช่น แผ่นเสีย อ่านไม่ได้ บู๊ทเซกเตอร์หาย ไวรัสกวน ประมาณนั้น (ใครมีได้ถือว่าเท่หละ) นอกนั้นก็อาจจะมีเกมสักแผ่นสองแผ่น สำหรับคลายเครียด
      ไม่รู้ว่าตอนเรียนครั้งแรกหนะมันน่าเรียนตรงไหน? แต่พวกเราก้เอาจริงเอาจัง ค่ำคืนดึกดื่นยังง่วนกันอยู่ในห้องคอมฯอยู่เลย (เรียนกันแบบไม่จำกัดกาลจริงๆ) และสนุกกับมัน เช่น พวก ดอสเวลามันบู๊ท มันจะแสดงข้อความว่า Ms-Dos is starting... เราก็ใช้ โปรแกรมพวก Utility พวก Pc tool แก้ซะเป็น Yoyo007-Dos is starting... อะไรประมาณนั้นครับ .ใช้ bat file เขียนให้มันเล่นเป็นเสียงดนตรี แกล้งทำไวรัสปลอมหลอกเพื่อน โอ๊ย สารพัดครับ สนุกดี (แหม่ ไม่รู้สนุกไปได้อย่างไร เน๊าะ)
      เรียนจบ 2 ปี อ.วท. ทางสถาบันไม่ยอมเปิด 2 ปีหลังอีก เหตุเพราะอาจารย์ที่สอนหนีไปทำงานที่โรงไฟฟ้าซะงั้น(เพราะเงินดีกว่าก็ไม่รู้?) พวกเราก็เลยเหมือนถูกลอยแพ หาวิชาลงไม่ได้ในภาคปกติ เอาหละว้าภาคพิเศษก็ได้ สมัยนั้นเรียก กศ.บป. ที่พวกเรามักล้อกันเองว่า "การศึกษาบั้นปลายชีวิต" (เพราะมีแต่แก่ๆ ทั้งนั้นที่เรียน ..แต่รุ่นเราถือว่าวัยหนุ่มสาวครับ มีแก่ไม่อยู่กี่คน) เหอะ เหอะ จริงๆ แล้วมาจากคำนี้ครับ "การศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ" เปิดให้กับคนที่ทำงานแล้ว มาเรียนปรับวุฒิ ..ส่วนเรา ไม่มีงานทำ แต่หาเอกเรียนไม่ได้ ผิดวัตถุประสงค์มั๊ยเนี่ย?
      ตอนนั้นเรียกเรียนเอกคอมพิวเตอร์ เพราะคิดว่าใกล้เคียงกับที่เคยมา และคิดว่าพื้นฯของเราก็น่าจะโอเคนิ
    3. ตอนเด็ก ชอบอ่านหนังสือมาก แต่ปัจจุบันนี้ ..ขลุกขลัก
      ชนบท(บ้านน๊อก บ้านนอก) สมัยก่อน(หลายสิบปีมาแล้ว) หาหนังสืออ่านลำบากครับ ...เราโชคดีตรงที่มีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เลยมีโอกาสที่จะได้เห็น ได้อ่านหนังสือมากกว่าใครๆ หรือก่อนใครในรุ่นราวคราวเดียวกัน (หรืออาจะทั้งหมู่บ้าน) หนังสือที่ว่าคือหนังสือทั่วๆไป ครับ ไม่นับหนังสือเรียน เป็นต้นว่าหนังสือพิมพ์ วารสารแปลก (ไม่แน่ใจว่ายังมีไหมปัจจุบัน) หรือแม้แต่นิตยสาร/วารสารเกี่ยวกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน หนังสือพวกนี้ก็ให้อะไรเราเยอะ โดยเฉพาะตอนเด็กๆ เราก็เหมือนเด็กทั่วไป คือชอบอ่านการ์ตูน เราหาการ์ตูนได้จากไหนหละ? ก็จากหนังสือพิมพ์ไงครับ! เอ๊ เรียกว่าการ์ตูนช่องฤเปล่า เพราะเห็นว่ามันเป็นช่องๆ เป็นเรื่องยาวต่อเนื่องกันหลายตอน เรื่องที่เราชอบก้คือ "โดเรม่อน" ครับ แน๊ะ! การ์ตูนสมัยนั้นมีโดเรม่อนน๊ะ โหว! ไม่อยากเชื่อโดเรม่อนหนะเกิดก่อนเราอีกแน๊ะ ...มีการ์ตูนแบบนี้เราก็ชอบสิครับ
      และนอกจากโดเรม่อนแล้วยังมีการ์ตูนไทย ที่น่าสนใจมาก ภาพสวย เรื่องดี รู้สึกชื่อเรื่องคือ "ครูถาบกับจุกและแกละผจญภัย" อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นเราอ่านคำว่า "แกละ" ไม่เป็น อ่านว่า "แก-ละ" หนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับครูและเด็กชาย 2 คน ที่เกิดพลัดหลงเข้าไปในป่า ป่าที่แปลกประหลาดเพราะทุกสิ่งใหญ่โตมโหฬารทั้งหมดเลย ขนาดว่าใบไม้ยังสามารถเอามานั่งเป็นเรือพายได้ อืออ..ไม่แน่ใจว่าคนเขียนเป็นใครเขียนได้ดีมาก คุณเตรียม ชาชุมพร หรือว่าจุก เบี้ยวสกุล จำไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนั้นยังเด็กประถมอยู่เลย
      ตอนเรียนประถมฯ จะมีรถเร่ขายหนังสือ ที่จะมาเป็นช่วงๆ (เป็นการขายหนังสือแบบเดลิเวอรี่ก็ว่าได้) มาขายถึงที่ในโรงเรียนเลย โดยเอารายการหนังสือมาให้ดูก่อนในวันนี้ แล้วให้พวกเด็กๆ ไปขอตังค์พ่อแม่มาซื้อในวันรุ่งขึ้น ...ตอนนั้นเรารู้สึกว่าตื่นเต้นมากๆ เพราะจะได้อ่านหนังสือใหม่ๆ อีกแล้ววว กลางคืนกลับบ้านไป ก็มานั่งติ๊กรายการหนังสือว่า ฉันจะซื้อเรื่องนั้น เรื่องนี้แหละ พรุ่งนี้เสร็จฉันแน่ (โหว ตื่นเต้นจริงๆ เลย) พอถึงวันต่อมาเรา(คนอื่นไม่รู้เหมือนกันเปล่า?) รู้สึกว่าไม่เป็นอันอยากเรียนเลย อยากให้รถขายหนังสือมาไวๆ อยากเห็นเต็มแก่แล้ว ..หนังสือที่ซื้อตอนนั้น เวลานี้ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ให้เห็น เช่น คู่มือภาษาอังกฤษสำหรับเด็กประถม กริยา 3 ช่อง และอีกหลายๆ เล่ม มีอยู่เล่มหนึ่งชอบอ่านมากๆ เป็นการ์ตูนภาพ(อีกหละ) ของฝรั่งเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ที่เดินทางลงไปในปล่องภูเขาไฟ(ที่ดับแล้ว) แล้วไปเจอกับโลกใต้พื้นดินที่คล้ายกับโลกที่เราอยู่ คือมีทั้ง ทะเล ภูเขา ต้นไม้ และที่สำคัญมีสัตว์ประเภทไดโนเสาร์ด้วย โอ๊ยสนุกครับ อ่านแล้วไม่อยากจะวางเลย ..แต่ว่าปัจจุบันนี้ไม่รู้หายไปไหน หาไม่เจอ เสียดายมากๆเลย!!!
      ชอบอ่านการ์ตูนเล่มละบาท โดยเฉพาะของผู้แต่งที่ชื่อ ราตรี, จุก เบี้ยวสกุล, และอีกหลายๆ คนจำไม่ได้ และที่ชอบที่สุดคือ "เทพบุตร" คนนี้วาดได้โดนมากๆ ภาพของเค้าจะไม่เหมือนกับการ์ตูนเล่มละบาททั่วๆ ไป คือจะคล้ายๆ ภาพลายเส้นของญี่ปุ่นหนะครับ หรือคล้ายกับภาพที่เป็นภาพจริงๆ เสร็จแล้วเอามาแปลงโดยคอมพิวเตอร์ให้เป้นภาพวาดยังไงยั่งงั้นเลย ...แต่นั่นมันสมัยก่อนน๊า จะก้าวหน้าถึงใช้คอมฯทำเชียวเหรอ??
      มีการ์ตูนเล่มบาทอยู่เล่มหนึ่ง ดูๆ แล้วมันเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นชัดๆ หนะครับ มีด้วยกันหลายเล่มจบ ผมซื้อมาทั้งชุดเลย น่าจะประมาณซักสิบเล่มได้ ชอบมากๆ เป็นเรื่องเกี่ยวหญิงสาวคนหนึ่งที่หลงมิติเข้าไปเจอกับเหตุกาลในยุค "อาณาจักรอินคาโบราณ" ต้องผจญเรื่องราวต่างๆ และพบรักกับเจ้าชายอินคา ...ซึ่งท้ายเรื่องต้องจากพ่อแม่ จากโลกปัจจุบันเพื่อไปอยู่ในอาณาจักรอีกมิติหนึ่ง อือฮือ ..ทั้งซึ้งและเศร้า ชวนติดตาม แต่น่าเสียดายมาก เพราะมันอัตรธาน หายไปอีกแล้วครับ ..นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย!! เฮ๊อ
      และยังเรื่องอีกมากที่เกี่ยวกับหนังสือ มันจะยาวเกินไป เอาแค่ย่อยน้ำลายก่อนละกันเน๊าะ ...สำหรับวันนี้ อ่านหนังสือน้อยลง (แต่ไปอ่านจากเน็ตแทน เรียกว่าอ่านหนังสือไหมครับ?) จะอ่านเฉพาะที่ที่อยากอ่าน อยากรู้เท่านั้น จะไม่อ่านทั้งเล่มหละครับ (ซื้อหนังสือไว้ตั้งแต่ปี 46 วันนี้ยังอ่านไม่จบเลย) ..ไม่รู้เป็นอะไร? งงตัวเอง Eye-rolling
    4. กับโรคบ้า เป็นพักๆ แบบ ..ขลุกขลัก
      สิ่งไหนที่อยากจะทำ มักจะตั้งใจมากๆ ทำมันจริงๆ ให้เห็นผลรู้ดำรู้แดงไปเลย เช่น ตอนเด็ก-วัยรุ่น บ้าอ่าน เหมือนที่โม้ข้างบนนั่นหละครับ บ้าอ่าน อย่างการ์ตูนที่อ่าน จากการซื้อเอง เช่า เช่นเรื่อง หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ(ตั้งแต่ภาคแรก ถึงเกาะชูร่าเลย มีหลายภาค) มนุษย์สมิงไทเกอร์(อันนี้จำชื่อไม่ได้) แบล็คแจ็ค เรื่องเกี่ยวกับคนที่มีพลังจิตสามารถบังคับหรือทำอะไรต่างๆ ได้ เรื่องของหมออะไรหนะที่เก่งๆ ขนาดคนตายแล้วยังรักษาให้มีชีวิตได้ และอีกหลายๆ เรื่อง นวนิยายส่วนใหญ่จะชอบเรื่องลึกลับ เช่น ภูติพระจันทร์(อันนี้ชอบมาก ยังจำชื่อนางเอกของเรื่องได้เลย ชื่อ "นิสามณี" เพราะดี อยากเอาไปตั้งเป็นชื่อลูกหงะ แต่ตอนนี้ยังมิมีเลย) ภูติพยัค ส่วนใหญ่จะเป็นของจินตวี วิวัฒน์ กับ ตรี อภิรุม และคนอื่นจำไม่ได้แล้ว
      วัยรุ่นต้นๆ ชอบอ่านเรื่องเกี่ยววิทยาศาสตร์ เรื่องลึกลับ เช่น มิติที่ 4 วิทยาศาสตร์มหัศจรรย์ ชัยพฤทธิ์วิทยาศาสตร์ เสริมปัญญา อัพเดท วารสารเกี่ยวกับสงคราม ..ถึงได้เรียนสายวิทย์ ก็ด้วยเหตุละมัง บางครั้งอ่านแล้ว ต้องทำตามด้วย เช่น อ่านเรื่องเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของพิระมิด ก็บ้าอยู่พักหนึ่ง ลอง ทำดู ทำอยู่หลายขนาด ใช้กระดาษทำ แล้วลองทดลองดู ว่ามันเป็นผลเหมือนกับที่อ่านฤเปล่า มันมีพลังวิเศษที่ช่วยให้สิ่งของไม่เน่าเปื่อยง่ายได้หรือไม่ อืออ มันก็โอเคนะ ใส่ลูกลิ้นจี่ลองไป แล้วหลายสิบวันไปเปิด(ตามคำแนะนำ) มันก็แค่แห้งๆ ไป แต่ข้างในยังกินได้ (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ มันเป็นธรรมดาของลิ้นจี่หรือไม่)
      บ้าวาดรูป (รูปคนเหมือน หรือเหมือนคนนี่แหละ ผมชักไม่แน่ใจ) ด้วยดินสอ บ้าตามคนอื่นเค้า เห็นเค้าวาด เราก็อยากวาดด้วย บางคนจะใช้วิธีตีตาราง(สเกล) ขยายตามอัตราส่วนให้ภาพที่วาดมีขนาดใหญ่ขึ้นจากภาพต้นฉบับ แต่เรามีวิธีลัดที่ดีกว่าคนอื่นคือ มีเครื่องมือตัวช่วย ที่ช่วยร่างภาพ จากภาพเล็กๆ ขนาด 3-4 นิ้ว ให้มีขนาดเท่าสมุดวาดเขียนเล่มใหญ่ๆ หรือขนาดใหญ่กว่านั้นได้ (โดยไม่ต้องตีสเกล) จากนั้นภาพจะสวยไม่สวยก็ขึ้นอยู่กับการลงดินสอ รายละเอียดต่างในภาพ สำหรับผมเรียกว่า "ภาพเกือบเหมือนคน" มากกว่า

      << ภาพนี้ ...วาดเองจากการ์ตูนของคุณเทพบุตรครับ >>
      บ้าแต่งกลอน
      บ้าแต่งรูป ด้วยโปรแกรมคอมฯ Pc-paintbrush CorelDraw Photoshop ฯลฯ
      บ้าเขียนเว็บไซต์ บ้าทำ Blog และบ้าาาาาาาาาา ฯลฯ
    5. เกี่ยวกับ Space ...ขลุกขลัก
      เริ่มทำ Space ครั้งแรกประมาณปี 2547 นานเอาการ ตอนนั้นเรียก Msn Space ฤเปล่า จากการที่รู้ว่าใครที่มีเมล์ของฮอทเมล์สามารถทำสเปซได้ ตอนนั้นไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร พอดีไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่สอนการทำสเปซ เลยซื้อมาอ่าน และลองทำดู รู้สึกว่ามันช้ามาก อืดมาก(ตอนนั้น) กว่าจะทำ จะคลิกแต่ละที (อาจเป็นเพราะตอนนั้นเราต่อเน็ตด้วยโทรศัพท์ผ่านโมเด็มฤเปล่า? ช้ามากๆ) โอยไม่ไหว ไม่เอา ไม่ทำดีกว่า ก็เลยทิ้งไว้ร้างๆ ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย แค่โพสต์รูปไว้ไม่กี่รูป
      จากนั้น ก็ลองหันไปลองตัวอื่นดู คือ Blogger ครับ ตอนนั้นยังเป็นภาษาปะกิดอยู่เลย ก็อาศัยแกะๆ แงะๆ อ่านเอาเอง และหนังสือเรื่องทำ Blog อยู่เรื่องหนึ่ง ลองทำและเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่เราได้ศึกษา และรู้ลงไปด้วย กลายเป็น Blog ที่ให้(เศษ)ความรู้เรื่อง Blog ไป โดยไม่ได้ตั้งใจ
      เขียน Blog ธรรมดา และลองทำ Blog หาเงินดูมั่ง ด้วยความอยากรู้ ที่ทำคือ Google Adsense ครับ ทำจน Google ส่งเมล์มาบอกว่า เราได้ทำยอดเงินจนถึงระดับที่ใกล้จะรับเช็คได้แล้ว ให้รอรับจดหมายจาก Google เพื่อรับ pin code อีกครั้ง ...แต่รอแล้ว ไม่มาซักที ก็เลยขี้เกียจสนใจแล้วหละ และไม่ค่อยจะมีเวลาให้มันด้วย "ทำพอแค่ ให้รู้ว่า มันคืออะไร เป็นอย่างไร" แค่นั้น ..สนองความอยากรู้ เวลานี้ก็เลยปล่อยๆ ไว้ก่อน ต้องมีเวลาให้มันมากกว่านี้ หากคิดจะหารายได้กับมันจริงๆ
      ตอนนี้หละ ที่ Space ของเรามีคนเข้ามากขึ้น สาเหตุ : ...ตอนที่ทำ Blog ก็ได้ลองไปสมัครเขียน Blog กับ ARiP เออาร์ไอพี อีกที่หนึ่ง ที่ที่ซึ่งผมไม่คิดเรียกกว่า Blog เรียกว่า พื้นที่ที่ให้เขียนมากกว่า เพราะไม่สามารถตกแต่ง ต่อเติม หรือแก้ไขสิ่งอื่นได้ นอกจากเขียน และแก้ไขสิ่งที่เขียนเท่านั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมเขียนโปรยๆ ไว้ใน ARiP และขณะเดียวกันก็ได้ไปเขียนเนื้อหาเต็มๆ ในสเปซด้วย เขียนทิ้งไว้เฉยๆ นานและนานมาก โดยไม่ได้มาเขียนเรื่องอื่นต่ออีก ... แต่ไม่น่าเชื่อครับ เพราะหลังจากที่ผมเข้ามาที่ ARiP อีกครั้ง สังเกตที่ บล็อกยอดนิยม ปรากฏมีชื่อเรื่องที่โพสต์ใน Blog ผมอยู่ด้วยในลำดับที่ 7 (ประมาณ 7-9) และเรื่องที่ว่านั้นไม่อย่ากเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย เรื่องง่ายๆ เลย "Dragon Ball Z ...อีกสักครั้ง" จากการ์ตูน Dragon Ball Z นั่นเอง และจากเรื่องนี้เอง ทำให้พื้นที่ใน ARiP ของผมกลายเป็น Blog สมาชิกที่มีผู้อ่านมากสุด (อันดับที่ 9) ทั้งที่ขี้เกียจเขียนมากที่สุด และจากที่นี่เอง ทำให้มีผู้อ่านตามมาอ่านถึงใน Space เกิดได้เพราะ Dragon Ball Z แท้ๆ

    แม๊ะ! ไม่อยากจะเชื่อว่าเขียนได้ขนาดนี้เลย ปกติไม่ค่อยจะเขียนเรื่องของตัวเองเท่าไหร่เลยนะเนี่ย ..เยี่ยงไรซะ ก็ทนๆ อ่านเอาหน่อยละกันครับ! รักน๊ะ! :-)

    ปล. ประโยชน์ของการส่งต่อ Tag  กันไปเป็นทอดๆ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ  เป็นการสร้างลิงค์ให้กับสเปซ/บล็อกของเรา  ที่เรียกว่า  Link Popularity  และ  Two Way  Link เลยทีเดียว โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยกับการที่สร้างเอง แต่เป็นการสร้างลิงค์มาที่สเปซ/บล็อกของเราโดยสเปซ/บล็อกอื่น ด้วยความเต็มใจ ซึ่งได้ทั้งความสนุก และประโยชน์ทาง SEO ด้วยนา ...ดังนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป (แน๊ะ ดุด้วย!) หากท่านได้รับ tag อย่าได้รอช้าที่จะทำ และส่งตอนะครับ (เชื่อผมน๊ะ ..ขอร้องหละ) Don't tell anyone

    Technorati Tags:


    June 25

    H2O Water Powered Car ..ฉันรอยู่!!

    Tag เปิดใจ รอหน่อย ขอเรื่องนี้ก่อน! อยากคุยเหลือเกิน

    เห็นข่าวจากทีวีไหมครับ เมื่อประมาณซักสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องนี้คิดว่า มันน่าสนใจที่สุดเลย จอร์ทเอ๊ย!

    Japanese invent H2O water powered car :

    บริษัทญี่ปุ่น (Japanese company Genepax) สามารถคิดค้นรถยนต์ประหยัดพลังงาน ที่เรียกว่า "eco-friendly" หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้นมาได้ ซึ่งเจ้ารถคันนี้ไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ หรือพลังงานอื่นใดเลย ..นอกจากน้ำธรรมด๊า ธรรมดานี่แหละครับ เรียกว่า "H2O water powered car" หรือ H2O car ครับ

    ซึ่งพลังงานขับเคลื่อนรถ จะมาจากน้ำที่เราเติมลงไปในแท้ง และผ่านเข้าไปในเครื่องกำเนิดพลังงานที่จะทำการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ และจะปลดปล่อยอิเล็กตรอนที่มีกระแสไฟฟ้าออกมาเพื่อขับเคลื่อนรถอีกทีหนึ่ง

    จากข่าวในทีวีเค้าบอกว่า น้ำ 1 ขวด(ไม่รู้ขวดขนาดไหน) สามารถทำให้รถวิ่งได้ 1 ชั่วโมง ด้วยความเร็วถึง 80 km/hr เลยทีเดียว อือ หือ! เชื่อเลยครับ ถ้าเป็นจริงได้เช่นนี้ได้ในเร็ววันละก็ ...ฮึ่ม! ขอจองซักคันหละกันครับ และต่อไปนี้นะ ตะวันออกกลางทั้งหลายแหล่ทำใจไว้เลย (ทำให้น้ำมันราคาแพงนัก) ผมคนหนึ่งหละที่จะไม่แลคุณเลย และเราก็มาผลิตสินค้าเกษตร อาหาร ปั่นราคาให้แพงๆ แล้วเอาไปขายให้เจ้าคุณแขกๆ พวกนั้น ให้จนไปเลย (เฮ่อ เฮ่อ เฮ่อ ..หัวเราะด้วยความจ่ะใจ)

    ไปดูตัวอย่างจากวิดีโอ ดีกว่าครับ ว่าเจ๋งขนาดไหน

       



    June 12

    อาหารไม่แนะนำ ..ไม่แนะนำ!

    norecomment
    norecomment-2
    norecomment-3
    norecomment-4

    ปล. ขอบคุณสำหรับเนื้อหา จาก Forwarded mail ดีๆ

    << โปรดใช้วิจารณญาญในการอ่านครับ >>


    June 08

    เกร็ดเล็กๆ กับ PageRank

    PageRank (PR) คืออะไร สำคัญเยี่ยงไร?

    เคยคุยกับน้องก้อง แห่ง Fox with 9tails :จิ้งจอก 9 หาง (ผู้เยี่ยมยุทธ) ว่าจะคุยเรื่องนี้ลงในสเปซดีไหม เพราะเห็นว่าเพื่อนบางคนสนใจ และใคร่รู้ ...ว่ามันคืออะไร ก็อยากจะเอามาเล่าสู่กันฟัง เอ๊ย อ่านสิ จริงๆ ผมก็ไม่รู้อะไรมากมาย แค่เคยๆ อ่าน และรู้ๆ มานิดหน่อยครับ

    มาว่ากันเลย ..
    PageRank หรือ PR เป็น Algorithm หรือขั้นตอนวิธีชนิดหนึ่งของ Google ในการให้คะแนนหรือวัดคุณภาพของเว็บเพจหน้าใดๆ (ในสายตาของ Google เอง ..ไม่เกี่ยวกับใคร) โดยค่า PR นี้ Google จะกำหนด (Assign) ให้กับเว็บเพจนั้นๆ ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูลของ Google ซึ่งจะเป็นตัววัดประสิทธิภาพการลิงค์มาจากเว็บเพจอื่นๆ (จากไซต์ภายนอก) เป็นการคำนวณคร่าวๆ ว่าคนจะมีโอกาสหาเจอเว็บเพจของเรามากน้อยแค่ไหน โดยคำนวณจากลิงค์ต่างๆ ทั้งหมดที่ลิงค์มาหาเว็บของเรา เช่น Page A ได้รับการลิงค์มาจาก Page B และ Page C ดังนั้น จึงทำให้ PageRank ของ Page A ได้อานิสงค์มาจาก PageRank ของ Page B และ Page C ด้วย

    ซึ่งเรื่อง PageRank มาจากแนวคิดของสองผู้ก่อตั้ง Google คือ  Larry Page และ Sergey Brin ตั้งเป็นทฤษฎีในวิทยานิพนธ์ที่ทั้งสองทำไว้กับ Stanford University โดยทั้งสองมีแนวคิดว่า เว็บเพจใดบนอินเทอร์เน็ต ถ้าได้รับการอ้างถึง(การลิงค์) มากๆ ก็แสดงว่าเว็บเพจนั้นมีคุณภาพมากๆ นั่นเอง

    นเว็บไซต์หนึ่งๆ นั้น แต่ละหน้าเว็บเพจจะมีค่า PageRank แตกต่างกัน ซึ่งจะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 10 โดยโฮมเพจ(หรือหน้าแรก) จะมีค่า PageRank มากที่สุด ..แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสเปซของเรามีค่า PageRank เท่าไร? ก็ทำได้ไม่ยากนะครับ แค่หา Google Toolbar ที่ใช้ติดตั้งกับโปรแกรมเบราว์เซอร์มาติดตั้งเสีย เราก็สามารถทราบได้ทันทีว่าสเปซของเรา หรือของใครๆ มีค่า PageRank กันเท่าใด

    ซึ่งวิธีการทำงานของเจ้า Google Toolbar ที่ว่าจะมีไอคอนที่คำว่า PageRank และที่ใต้คำว่า PageRank จะมีแถบที่บอกระดับค่า(จะเป็นสีเขียวๆ) ที่วัดไ้ด้ของหน้าเว็บเพจนั้นๆ ที่เปิดอยู่ ...คือเราไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดเพจนั้นๆ เจ้า Google Toolbar ; PageRank ก็จะแสดงค่าให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่มีสีเขียวในแถบนั้น ก็แสดงว่าสเปซ/บล็อกของเรายังไม่มีลิงค์ที่มากพอที่จะอ้างอิงหรือวัดค่าได้ (ถ้ามีก็ดีนะครับ อย่างน้อยก็เป็นเหมือนกำลังใจให้กับคนทำบล็อก/สเปซ ที่มีความตั้งใจจริง ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นไม่สูญเปล่า)

    ทีนี้หากเราต้องการจะให้สเปซ/บล็อกของเรามีค่า PageRank ที่ว่าแบบนี้บ้าง (คือมันขลังขึ้นอีกเยอะหนะ ..เหมือนข้อมูลต่างๆ ที่เรานำเสนอไปมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ใช่อยากจะโม้อะไรก็ว่าไป ..ไร้สาระไปวันๆ เอ! อันนี้มิได้ว่าใครนา) ก็ทำได้ไม่ยากครับ อันดับแรกเราต้องสร้างลิงค์ครับ ...วิธีการสร้างลิงคทำอย่างไร เอาไว้คุยกันวันต่อไปนะครับ

    ไปดาวน์โหลดฟรีได้จาก : http://toolbar.google.com/

    ล. PageRank Algorithm ณ ปัจจุบันนี้ Google ให้ความสำคัญลดน้อยลง (เหตุผลอาจจะ ขาดความเป็นจริง มันปั่นกันได้หนะครับ) ..ดังนั้นเราคนทำสเปซ ทำบล็อก ก็อย่าได้สนใจมันมากมายเลยครับ สนใจที่เนื้อหาในเรื่องที่เราทำดีกว่า PageRank ก็จะเป็นแค่ผลพรอยได้ ที่ตามมา (เท่านั้น) ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับ Algorithm ชนิดใหม่ที่เรียกว่า TrustRank ที่ให้ความน่าเชื่อถือมากกว่า ...นอกจากนั้นยังมี Algorithm ชนิดอื่นๆ อีก (โหว อะไรจะขนาดนั้น)

    แหล่งค้นคว้า : หนังสือ Search Engine Marketing 2.0